วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

'โฉลก สัมพันธารักษ์' นักเทคนิคคัลที่ 'เซียน' เรียก 'อาจารย์'



เปิดตัวเซียนเหนือเซียน 'โฉลก สัมพันธารักษ์' นักเทรดคอมมอดิตี้ ฟิวเจอร์ รายแรกๆ ของเมืองไทย ผู้สร้างความมั่งคั่งด้วย 'เทคนิคัล' ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง


ไม่เคยเปิดตัวออกหน้าสื่อหรือโฆษณาครึกโครม แต่เว็บไซต์โฉลกดอทคอม (Chaloke.com) ก่อตั้งโดยกลุ่มลูกศิษย์ โฉลก สัมพันธารักษ์ หรือ ลุงโฉลก ได้ถูกนำไปบอกต่อกันบนโลกออนไลน์แบบเงียบๆ ถึงหลักสูตรการลงทุนที่เข้มข้นและยาวนานต่อเนื่องกว่า 8 เดือนต่อหนึ่งคอร์ส ที่แม้แต่บรรดาโบรกเกอร์บางแห่งต้องส่ง "เจ้าหน้าที่การตลาด" มาฝากตัวเป็น "ศิษย์" กับท่านอาจารย์



ว่ากันว่ามีผู้จบหลักสูตรจากที่นี้แล้วนับหมื่นราย รวมถึง "หยง" ธำรงชัย เอกอมรวงศ์ เซียนเทรดคอมมอดิตี้ ฟิวเจอร์ ซึ่งบ่มเพาะวิชาเทคนิคและการวิเคราะห์จิตวิทยามวลชนมาจากลุงโฉลก จนพัฒนาตัวเองไปสู่วิทยากรสอนด้านการใช้เครื่องมือทางเทคนิคที่กำลังมาแรงในตอนนี้



ประวัติชีวิตของเซียนเหนือเซียนท่านนี้ยังไม่เคยถูกนำออกมาเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน เหตุผลหนึ่งลุงโฉลกได้ “วางมือ”(ล้างมือในอ่างทองคำ) จากการเทรดไปแล้วเกือบ 20 ปี โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ที่เหลือในชีวิตหมดไปกับการทำบุญทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาผ่านมูลนิธิโฉลก แม้เจ้าตัวจะไม่เคยพูดถึงมูลค่าทรัพย์สินส่วนตัวให้ใครฟังมากนัก แต่ที่ได้ยินจากคนใกล้ชิดลุงโฉลกน่าจะรวยระดับ "เศรษฐีพันล้าน"



ทีมข่าว "ถนนนักลงทุน" กรุงเทพธุรกิจ BizWeek มีนัดกับลุงโฉลก ชายแก่ผมขาว ณ สถานที่อบรมของชมรมฯท่ามลูกศิษย์กว่า 300 คน แทบจะเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ลุงให้สัมภาษณ์กับสื่อ วินาทีแรกที่เห็นแทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือบุคคลระดับเศรษฐีคนหนึ่งเพราะลุงเดินมาทักทายด้วยเสื้อเชิร์ตสีขาวธรรมดาไม่มียี่ห้อ ปราศจากเครื่องประดับตกแต่งใดๆบนร่างกาย แต่ระหว่างการสนทนาทีมงานเห็นลุงฉีกยิ้มด้วยความสุขทุกครั้งที่ได้เล่าแนวคิดการลงทุนที่บ่มเพาะมานานกว่า "สามสิบปี"



“ผมไม่เคยทำงานประจำ ไม่ชอบมีนายและไม่เคยเรียกใครว่านาย” ลุงเริ่มพูดถึงตัวเองให้ฟัง



เซียนผู้เฒ่า เล่าว่าตั้งแต่จบการศึกษาปริญญาตรีสถาปัตย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งแต่ 40 ปีที่แล้ว (ลองเดาอายุได้) ก็ตัดสินใจเดินทางไปทำงานกับพ่อที่ประเทศอังกฤษพร้อมกับเรียนต่อปริญญาโทด้านสถาปัตย์ต่อ งานที่ทำคือไปช่วยเปิดออฟฟิศที่ลอนดอน พอดีในตอนนั้นพ่อมีเพื่อนเป็นชาวญี่ปุ่นซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อขายล่วงหน้าในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งมีเครือข่ายอย่างเช่น ธนาคารมิตซุยโฮ สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ลุงโฉลกได้เสนอตัวเป็นลูกศิษย์ขอเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ทำให้เขาเป็นคนไทยกลุ่มแรกๆ ที่รู้จักกับการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า



“เมืองไทยตอนนั้นไม่รู้จักว่าอนุพันธ์คืออะไร เราซื้อขายที่ราคาสปอตหมด แต่สินค้าบางอย่างมันซื้อขายสปอตไม่ได้ เช่น พวกข้าว ยาง เพราะต้องใช้เวลาขนส่ง ถ้าเราไปใช้ราคาสปอตผู้ซื้อได้เปรียบเพราะราคาอาจจะสูงขึ้นก็ได้ ทำให้ผมตัดสินใจเรียนรู้เรื่องของฟิวเจอร์อย่างจริงจัง พอจบปริญญาโทก็ต่อปริญญาเอกทันทีแต่ตัดสินใจเลิกเรียนหันมาลงทุนดีกว่าถ้าเราเข้าใจมันอย่างดีก็พออยู่ได้”



สาเหตุที่ไปเปิดออฟฟิศซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์ที่ลอนดอนเพราะอยู่ตรงกลางของโลก เวลาห่างจากประเทศไทย 6 ชั่วโมงและห่างจากนิวยอร์ค 6 ชั่วโมงสามารถเทรดเชื่อมกันได้ สิ่งที่ได้เรียนรู้มากที่สุดตอนอยู่ที่อังกฤษคือการใช้กราฟแท่งเทียน (Candle stick) ซึ่งญี่ปุ่นเป็นคนคิดค้นขึ้นตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน (คิดค้นขึ้นราว ค.ศ.1750 โดยพ่อค้าข้าวชื่อ โชกิว ฮอนม่า)



หลังจากนั้น ลุงโฉลกเดินทางกลับมาประเทศไทยถือเป็นนักลงทุนกลุ่มแรกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่เขาใช้เวลาไปกับการเทรดคอมมอดิตี้ ฟิวเจอร์ซึ่งเปิดบัญชีไว้ที่อังกฤษ สังเวียนการต่อสู้ของลุงคือพวกเฮดจ์ฟันด์ (เสือหิว) ระดับโลกหากินอยู่ที่ Chicago Board of Trade และตลาดนิวยอร์ค สินค้าที่เทรดมีตั้งแต่พวกซอฟท์คอมมอดิตี้อย่าง ข้าว ถั่วเหลือง โกโก้ กาแฟ เนื้อหมู เนื้อวัว น้ำตาล ข้าวโพด กลุ่มโลหะมีค่าเช่น ทองคำ พาราเดียม แพลตินัม จนถึงสินค้าทางการเงินอย่างเช่น ดอกเบี้ย พันธบัตรรัฐบาล ต่อมาก็เริ่มมีดัชนีตลาดหุ้นล่วงหน้าแต่ละประเทศให้เทรด เช่น ดาวโจนส์



“สินค้าในตลาดล่วงหน้าที่เรามีอยู่ตอนนี้ผมเคยเทรดในต่างประเทศมาหมดแล้ว อย่างทองคำผมเล่นในตลาดโคเม็กซ์มาก่อน ซิลเวอร์ก็เคยเล่น ยางพาราก็ด้วย เสียดายที่ตอนนี้สัญญาซื้อขายต่อวันยังน้อยไปหน่อยทำให้ไม่คิดที่จะเข้ามาลงทุน แต่หลายปีก่อนผมแนะนำลูกศิษย์ให้ไปเทรดดัชนีหุ้นล่วงหน้าในกลุ่มประเทศ BRICS (บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน, แอฟริกาใต้) ต่างได้ผลตอบแทนที่ดีมากกลับมา”



นักเทคนิคมือฉมังผู้ล้างมือจากยุทธจักร บอกว่า เสียดายที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เรื่องของสัญญาล่วงหน้าเลยทั้งที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากมาย ยังดีที่บางอุตสาหกรรมรู้จักการใช้ฟิวเจอร์แล้ว เช่น อุตสาหกรรมน้ำตาล ที่มีความสำคัญเพราะเวลาที่ตกลงซื้อขายสินค้ากันพอถึงเวลารับเงินราคามันไม่เท่าเดิมแล้วเพราะค่าเงินเปลี่ยนไป สมัยก่อนคนไทยไม่เคยคิดตอนที่ดอลลาร์ต่อบาทยังอยู่ที่ 20บาท เวลาซื้อขายระหว่างประเทศจำนวนไม่มากจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง แต่พอเงินมากขึ้นมันเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน พวกดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ถึงมีความสำคัญมากต่อนักธุรกิจ



หลังจากลงทุนในประเทศไทยได้ระยะหนึ่ง ลุงโฉลกสังเกตุว่าคนไทยยังเล่นหุ้นเหมือนกับ "เล่นพนัน”จึงอยากจะให้ความรู้กับนักลงทุนโดยเฉพาะการใช้เครื่องมือทางเทคนิค แต่ติดอุปสรรคที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตอนนั้นไม่ค่อยเปิดโอกาสให้เข้าถึงข้อมูลเพื่อมาทำชาร์ตราคาย้อนหลัง จนกระทั่งเริ่มเข้าไปให้ข้อมูลนักลงทุนในเว็บไซต์ SET50.Com เมื่อสิบกว่าปีก่อน พอมีคนสงสัยโพสต์ถามไว้ในเว็บบอร์ดก็เข้าไปตอบ เริ่มมีคนสนใจการใช้เทคนิคมากขึ้น จนสมาชิกกลุ่มหนึ่งมาช่วยให้ตั้งเว็บบอร์ดของตัวเอง จนเป็นที่มาของเว็บไซต์โฉลกดอทคอมในตอนนี้



เนื้อหาที่สอนส่วนใหญ่เป็นการใช้เครื่องมือทางเทคนิคมาวิเคราะห์การลงทุน รวมถึงแนวคิดด้านการลงทุนซึ่งกลั่นมาจากประสบการณ์ คอร์สหนึ่งจะใช้เวลาในการเรียน 8เดือนเพราะเนื้อหาเยอะมากและต้องมีการสอบวัดผลด้วย ถึงตอนนี้มีผู้ที่ผ่านการอบรมไปแล้วนับหมื่นคน หลายคนจบออกไปก็ประสบความสำเร็จและกลับมาเป็นวิทยากรให้ชมรม แต่ยังน่าเสียดายที่คนไทยยังเล่นหุ้นเหมือนการพนัน ส่วนหนึ่งเพราะไม่รู้จักกับคำว่า “พอเพียง”เน้นแต่จะเอากำไรเยอะๆ พอเริ่มมีกำไรก็เกิดความโลภ ความเสี่ยงเลยสูงตามเป้าหมาย



บางครั้งชมรมก็จะมีคอร์สอบรมพิเศษ เช่น กลุ่มร้านทองมารวมตัวกันเพื่อเรียนรู้การใช้ Optionในการซื้อทองคำเข้ามาเก็บในสต็อก ถ้าไม่ใช่เครื่องมือการเงินมาช่วยถ้าซื้อทองมาแล้วราคาลงก็ต้องขายออกไปเลยและเอากำไรแค่ค่ากำเหน็จ แต่ถ้าใช้วิธีไปซื้อ Put Option เพื่อตัดความเสี่ยงประกันราคาที่อาจจะตก แต่ถ้าราคามันขึ้นก็ยกเลิกออปชั่นแล้วไปขาย Call option เพื่อทำกำไรได้อีก แบบนี้มีแต่กำไรอย่างเดียวไม่มีจน ตอนนี้ชมรมของเรากำลังจะมีสำนักงานของตัวเองแถวถนนสุรวงศ์ซึ่งจะมีห้องประชุมให้สมาชิกได้พบปะกัน กิจกรรมที่เราทำร่วมกันบ่อยๆคือรวมเงินไปซ่อมแซมวัด สร้างเมรุ สร้างโรงเรียน



สำหรับแนวคิดการลงทุนที่ลุงโฉลกยึดมั่นเป็นพิเศษและเป็นหัวใจสำคัญของคอร์สอบรมคือการประยุกต์ใช้แนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง”ของในหลวง ลุงเสริมว่าคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงคือเศรษฐกิจแบบยากจนต้องทำนา ขุดบ่อ ซึ่งจริงแล้วไม่ใช่เลย



“จริงแล้วความพอเพียงคือความมั่งมี แต่คนเข้าใจผิดเยอะ พอเพียงไม่ได้แปลว่าต้องจน ความจริงแปลว่าร่ำรวยในแบบที่พอดีไม่มากไม่น้อยเกินไป”



จากที่ได้พูดคุยกับลูกศิษย์ที่ทำงานโบรกเกอร์ต่างบอกว่านักลงทุน 90%มักจะขาดทุนซึ่งน่าเสียดายมาก การที่เราจะเป็นผู้ชนะในตลาดหุ้นเราต้องมีแต้มต่อ (EDGE) มากกว่าคนอื่น ถ้าในชมรมของเราคำว่าแต้มต่อคือการเทรดโดยใช้ “ระบบ” ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าโอกาสขาดทุนแทบไม่มี หลักการก็คือต้องสร้างผลตอบแทนในระดับ 20%ต่อปีจะต้องไม่มากไปกว่านี้เพราะจะเกิดความโลภจนเสียระบบ ระดับผลตอบแทนดังกล่าวถือว่าอยู่ในระดับที่พอเพียงแล้ว นอกจากนี้ยังมีวิธีการใช้ Leverage มาขยายวอลุ่มให้สร้างผลตอบแทนมากขึ้นแต่ความเสี่ยงไม่เพิ่มขึ้น

---------------------------------------------------
ใช้ Option สร้างความมั่งคั่ง 'สินค้าเกษตร' (ไซด์บาร์)
-----------------------------------------------
โฉลก สัมพันธารักษ์ กล่าวว่า เพื่อพิสูจน์ให้เห็นการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง Option สามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับเกษตรกรได้จริงจึงตัดสินใจรวบรวมเงินก้อนหนึ่งไปซื้อที่ดิน 1,000 ไร่ ที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เพื่อทำไร่มันสำปะหลังและข้าวโพดและว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรมาควบคุมการเพาะปลูก มีการใช้เทคนิคสมัยใหม่เช่นรถแทรคเตอร์ ระบบจีพีเอส ผลิตเอมไซน์เพิ่มผลผลิตเอง เทคนิคการปรับหน้าดิน ปลูกบ่อ ทำให้สามารถสร้างผลผลิตได้มากกว่าคนอื่นสามเท่า โดยชมรมเป็นผู้ใช้เครื่องมือการเงินช่วย Fix ราคาพืชผล โดยใช้เทคนิคอย่าง Option



เมื่อเก็บเกี่ยวจนได้ราคาที่พอใจ ก็จะไปซื้อ Put Option เพื่อประกันราคาไม่ให้ตกแต่ถ้าราคาขึ้นเราก็จะยกเลิกเพื่อไปขายที่แพงกว่า สมมุติว่าราคามันสำปะหลังอยู่ที่ 100 บาท เราขอกำไรที่พอเพียงคือ 20% ซึ่งในโลกนี้จะหาอะไรที่ทำกำไรได้ขนาดนี้น้อยมาก แค่นี้ก็สามารถล็อกผลกำไรที่พอใจได้แล้วโดยจ่ายเพียงแค่ค่าพรีเมี่ยมเท่านั้น แบบนี้ไม่มีความเสี่ยงใดๆ ยกเว้นทุจริตกันเอง



เนื่องจากตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าประเทศไทยยังไม่มีการใช้ Option จึงต้องไปเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์คือ Financial Global ซึ่งเป็นนายหน้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกแต่ตอนนี้ติดปัญหาล้มละลายเงินของเราเลยไปจมอยู่บางส่วนยังดีที่ได้มีการกระจายไปยังโบรกเกอร์ที่สิงคโปร์บ้าง



ที่ดินผืนนั้นเปิดโอกาสให้สมาชิกชมรมได้ร่วมหุ้นด้วยเพื่อเพิ่ม Economy of Scale ในขณะที่ต้นทุนดำเนินการเท่าเดิมเมื่อพื้นที่มากขึ้นกำไรเราก็มากขึ้น เมื่อได้กำไรมาก็จะไปซื้อที่ดินรอบๆเพิ่มจนปัจจุบันที่ดินเพิ่มขึ้นเป็น 2,000ไร่แล้ว นอกจากนี้ยังได้กำไร Capital Gain จากราคาที่ดินซึ่งเพิ่มขึ้นจากไร่ละ 25,000 บาท ตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 60,000 บาทแล้ว ได้กำไรมหาศาล


“เสียดายที่รัฐบาลไม่เคยรู้เรื่องนี้แค่จะขอกำหนดราคา Option กับต่างประเทศก็ทำไม่สะดวก ถ้ามีเราสามารถทำให้ราคาข้าวโพด มันสำปะหลัง ข้าว ยางพารา เนื้อสัตว์ สามารถขายได้ราคาดีเกษตรกรจะไม่จน ผมอยากให้ชาติและคนไทยได้มีความมั่งคั่งด้วยเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการสอนผ่านการลงทุนในตลาดหุ้น ลูกศิษย์ผมที่เก่งๆ น่าจะมีหลักพันคนจากที่เปิดสอนมา 6ปี ตอนนี้ผมพิสูจน์แล้วว่าแนวคิดนี้ทำกำไรได้แน่นอนไม่เพ้อฝัน”

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เปิดแนวคิดลงทุนด้วย “ระบบ” ที่บ่มเพาะมากว่าสามสิบปีบวกด้วยระบบบริหารเงินที่สร้างผลตอบแทนด้วย Leverage
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“เรื่องประสบการณ์ลงทุนผมจำไม่ค่อยได้แล้วเพราะวางมือจากการเทรดมานานแล้ว ที่จริงผมลงทุนอย่างจริงจังเพียงแค่ 1-2 ปีเองด้วยซ้ำ” ลุงโฉลกเล่า

เซียนผู้เฒ่า เล่าว่าสมัยเริ่มต้นก็เทรดแบบคนปกติทั่วไปพอรู้แค่ว่าการลงทุนมี “กำลัง” ของตัวเอง ไม่สามารถไปฝืนกำลังได้ แต่ยังไม่รู้จักกับคำว่า “พอเพียง”จนกระทั่งได้มีโอกาสเป็นข้ารับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องการทำสวนทำให้ซึมซับความหมายที่แท้จริงของคำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" จึงเริ่มวางแนวคิดการลงทุนในแบบของตัวเองขึ้นมา

“ต่อจากนั้นผมลงทุนโดยใช้ระบบที่สร้างขึ้นเพียงอย่างเดียวเพื่อไม่ให้ความโลภเข้ามาเกี่ยวข้อง พอถึงอายุ 30 ปีผมแทบจะหยุดลงทุนโดยสิ้นเชิงเพราะเงินที่ได้มามัน (มาก) พอแล้ว ผมรู้ว่าความสันโดษพอเพียงคือ "ทรัพย์อย่างยิ่ง" ต่อให้รวยแค่ไหนก็ใส่เสื้อผ้าได้ทีละตัว ขับรถได้ทีละคัน รองเท้าใส่ได้ครั้งละคู่ อาหารกินได้ครั้งละหนึ่งอิ่ม ไม่รู้ว่าจะรวยเยอะๆ ไปทำไม และหันมาใช้เวลาส่วนใหญ่เผยแพร่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงโดยใช้การลงทุนมาล่อ”

ระบบเทรดในแบบของลุงโฉลกเริ่มต้นจากความคิดที่ว่า จะต้องตั้งเป้ากำไรจากการลงทุนปีละไม่เกิน 20% มากกว่านั้นจะถือว่าเป็นการพนันไม่พอเพียง สำหรับวิธีการลงทุนจะเน้น “กระจายความเสี่ยง”เช่น อาจจะเลือกหุ้นเซคเตอร์ละ 2 ตัว หรือคัดมาจากกลุ่ม SET50 หรือจะเน้นพวกที่ "ปันผลสูง" โดยมีเป้าหมายทำกำไรปีละ 20% และ ปล่อยให้ผลตอบแทนทบต้นไปเรื่อยๆ วิธีการนี้อาจจะมีหุ้นบางตัวที่ขาดทุนบ้างแต่ส่วนใหญ่จะกำไร เมื่อเฉลี่ยออกมาแล้วก็ยังได้ตามเป้า

ลุงโฉลก บอกว่าไม่สามารถที่จะอธิบายเนื้อหาของระบบเทรดที่คิดขึ้นได้ภายในวันเดียวเพราะต้องเรียนรู้หมดทุกระบบซึ่งมีกว่า 100 แบบ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไป เช่น บางระบบเน้นเข้าเร็วออกเร็ว บางระบบซื้อขายหุ้นน้อยครั้งเน้นกำไรรอบใหญ่ สรุปว่าจะต้องมาเข้าเรียนเพื่อให้รู้จักตัวเองว่าเป็นนักลงทุนแบบไหน เมื่อเรียนรู้ระบบแล้ว ทางชมรมฯจะเก็บค่าสมาชิกรายปีซึ่งถูกกว่าข้อมูลจากเมืองนอกมาก ซึ่งจะทำการสรุปข้อมูลตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงเย็นหลังตลาดปิดแล้ว จากนั้นจะให้แนวทางการลงทุนเช่นแนวโน้มกราฟเทคนิคเส้นแนวรับแนวต้านผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปเหมือนเป็นตัวกรองให้สมาชิกต้องนำไปตัดสินใจด้วยตัวเองอีกครั้ง

ที่มาของระบบมาจากหลายทฤษฎี ที่น่าสนใจคือ การนำคณิตศาสตร์ฟิโบนาชีมาประยุกต์ใช้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีความมหัศจรรย์มาก สามารถพิสูจน์ได้ทุกอย่างแม้แต่การกำเนิดของจักรวาล การแตกหน่อของต้นไม้ และยังสามารถพิสูจน์แนวคิดการลงทุนแบบเน้นความพอเพียงได้ด้วย อย่างเช่น การขึ้นลงของหุ้นแต่ละครั้งมักจะไปทดสอบที่ระดับ 61.8% เสมอ ซึ่งถือเป็นเลขที่ใกล้เคียงค่าพาย เป็นตัวเลข Golden Triangle ของดาวินชี

พอประยุกต์มาใช้กับเรื่องของการลงทุนจะทำให้เรารู้ว่า "จุดอิมแพค" (แรงปะทะ) ของหุ้นอยู่ที่ตรงไหนทำให้เรารู้ว่าควรขายทำกำไรที่ราคาไหน และช่วยให้เราสามารถตั้งระดับความเสี่ยง Reward Ratio ว่ามีความคุ้มพอจะเสี่ยงหรือไม่ เช่น ถ้าคอนเซอร์เวทีฟก็ตั้งไว้ที่ระดับ 1 ใน 3 ถ้าเสี่ยงมากขึ้นก็ 1 ต่อ 2 แต่ถ้า 1 ต่อ 1 มันเหมือนกับการปั่นหัวก้อย มันคือ "การพนัน"

“ถ้าใช้ทฤษฎีนี้มาจับจะสามารถคำนวณทิศทางและโอกาสการขึ้นลงของหุ้นได้ แม้แต่การคำนวณการเดินของหมากรุกที่มีความเป็นไปได้มหาศาลก็ยังคำนวณได้ เป็นการเพิ่มทางเลือกให้เราว่าจะเสี่ยงเพิ่มหรือควบคุมความเสี่ยง ผมสามารถพิสูจน์ได้แน่นอนว่าสามารถทำกำไรได้ 10% ต่อปี”

ระบบจะทำงานได้ดีจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงของหุ้น ถ้าเล่นหุ้นเพียงแค่ตัวหรือสองตัวโอกาสที่จะขาดทุนมีสูง ถ้าใช้ระบบของเรากับหุ้น 100 ตัว อาจมีบางตัวขาดทุนเราไม่ต้องไปสนดูแค่ภาพรวมพอ อย่าไปให้ความสำคัญกับหุ้นเพียงตัวเดียวเหมือนนักลงทุนไทยส่วนใหญ่ อันนั้นคือ "การพนัน" ทุกสิ่งทุกอย่างมีกำลังของมันอยู่ ค่าเฉลี่ยย้อนหลังบอกแล้วว่าหุ้นไทยสร้างผลตอบแทนได้ปีละ 10% เท่านั้น ขนาดวอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่เก่งที่สุดของโลกยังสร้างผลตอบแทนได้เต็มที่ปีละ 15.5% เท่านั้น ระบบที่ผมคิดก็มีกำลังในตัวสร้างผลตอบแทนได้ปีละ 10% ไม่เกินจากนี้ ถ้าจะมองมากกว่านี้คือ "ไม่พอเพียง"

การสร้างผลตอบแทนอีกแบบคือการลงทุนใน “ตราสารอนุพันธ์” ความพิเศษคือสามารถใช้ Leverage ในการสร้างผลตอบแทนได้สูง แต่ต้องระวังความโลภที่อาจจะเข้ามาจึงแนะนำให้ตั้งผลตอบแทนไม่เกิน 10% เช่นกัน

วิธีการบริหารเงินในแบบของลุงโฉลก คือ ลงทุนในตราสารอนุพันธ์ 10% ของพอร์ตที่เหลือลงทุนในหุ้นกลุ่ม SET50 เช่น สมมุติมีเงิน 10 ล้านบาท ให้นำเงิน 1 ล้านบาทมาเล่นโกลด์ฟิวเจอร์ 1 สัญญาซึ่งใช้เงินวางมาร์จิน 1 แสนบาท และสร้างผลตอบแทนให้ได้ 10% ส่วนที่เหลือ 9ล้านบาท ให้ลงทุนในหุ้นโดยมีข้อแม้จะต้องคิดเสมอว่าเงินก้อนนั้นคือ "เงินสำรอง"เวลาที่ฉุกเฉินสัญญาฟิวเจอร์ถูก Call Margin จะมีเงินมาโปะได้ทันเวลา รวมสองก้อนได้ผลตอบแทน 20%ต่อปี อยู่ในระดับที่พอเพียง ถ้าเอาเงินไปลงฟิวเจอร์อย่างเดียวมันเสี่ยงเกินไป

ขณะเดียวกันเรามีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากอนุพันธ์ได้มากกว่านั้นโดยที่ไม่มีความเสี่ยงเพิ่มเช่นเปิดเพิ่มอีก 1สัญญา ถ้าสร้างผลตอบแทนได้ 10% ก็จะเพิ่มเป็น 20% ได้ในตัว แต่ขออย่าลงมากกว่านั้นเพราะจะทำให้ระบบที่สร้างขึ้นเสียไป ขอให้คิดว่ายังดีกว่าเอาเงินไปฝากธนาคารที่ให้ผลตอบแทนเพียง 1-2%

“บทสรุปคือการลงทุนโดยใช้เทคนิควิเคราะห์ไม่ใช่การพนันเพราะเราใช้ระบบช่วยคิด แต่การพนันไม่ใช้อะไรเลย ดวงอย่างเดียว”

ลุงโฉลก บอกว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่คนไทยจะต้องเรียนรู้เรื่องการบริหารเงินให้มีประสิทธิภาพ สาเหตุที่สิงคโปร์สามารถยึดประเทศเราได้เพราะมีกองทุนเทมาเส็กลงทุนหวัง 10%ทั่วโลก ดูไบก็มีกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ ส่วนของไทยตั้งไม่ได้เพราะมีคนจ้องจะโกงเงิน ทางออก คือ จะต้องกันคนออกไปและใช้ระบบลงทุน คนวางระบบกับคนทำงานต้องแยกออกจากกัน อย่างวิกฤติปี 2540เราเสียหายเพราะเรื่องบริหารอัตราแลกเปลี่ยนใช้คนเข้ามายุ่งเกี่ยวมากเกินไป ที่จริงเราไปซื้อ Long Position หรือออปชั่นค่าเงินก็ได้ จ่ายแค่ค่าพรีเมียม ไม่จำเป็นต้องซื้อฟอร์เวิร์ดซึ่งต้องใช้เงินมากกว่าก็ได้

สำหรับเป้าหมายต่อไปของชีวิต ลุงโฉลก บอกว่า อยากเผยแพร่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้รับรู้ในวงกว้างมากที่สุด โดยเฉพาะการนำมาใช้ในภาคการเกษตร ถ้าชาวนาชาวไร่สามารถใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างออปชั่นก็ไม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบเพราะรู้กำไรก่อนที่จะไถหว่านแล้ว รัฐบาลก็สามารถค้ำประกันให้ธนาคารปล่อยกู้ได้ด้วย ทุกวันนี้เกษตรกรทั่วโลกเปิดบัญชีที่ Chicago board of Trade ทั้งนั้น ปริมาณเงินหมุนเวียนต่อวันที่นั่นมากกว่างบประมาณของสหรัฐอเมริกาทั้งปีเสียอีก เกษตรกรเมืองนอกเขาถึงรวยกัน ถ้าเกษตรกรเข้าใจแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงอาจจะตั้งเป้ากำไรที่ 20% แล้วไปซื้อ Put Option เอาไว้ ถ้าราคาขึ้นก็ยกเลิกออปชั่นได้แล้วไปขายใหม่ที่ราคาสูงกว่า

สำหรับนักลงทุน ลุงโฉลก ฝากไว้อยากให้รู้จักกับระบบเทรดให้ดีแล้วลงทุนโดยตัดอารมณ์ความรู้สึกออกไป ไม่มีระบบไหนที่ดีที่สุดมีแต่ระบบที่เหมาะสมกับแต่ละคน เราไม่จำเป็นต้องเล่นได้ทีละเยอะๆ อาจจะได้น้อยๆ แต่ได้ตลอดเวลาดีกว่า ตัวอย่างเช่นเวลาเล่นกาสิโน เมืองนอกจะมีกฎหมายว่าห้ามกินตังค์ผู้เล่นในอัตราความน่าจะเป็นที่ 94% ที่เหลือ 6% เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้ตังค์บ้าง เพราะถ้ากินฝ่ายเดียวอีกหน่อยจะไม่มีใครมาเล่น ถ้าโลภมากเกินไปก็จะไม่ยั่งยืนเช่นกัน

“ผมใช้เวลา 6ปีหลังมานี้ทุ่มเทให้กับการสอน ไม่เน้นหาเงิน ไม่เที่ยวเมืองนอก แต่ผมมีความสุขเพราะเห็นลูกศิษย์หลายคนประสบความสำเร็จ” แค่นี้ลุงก็มีความสุขแล้ว!!!

เครดิต : Bizweek

จอห์น เทมเปิลตัน นักล่าของถูกระดับโลก


จอห์น เทมเปิลตัน (เสียชีวิตแล้วในปี 2008) เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจน การลงทุนครั้งแรกของเราเริ่มต้นจากเงินที่ยืมจากเจ้านายจำนวน 10,000 ดอลล่าร์ โดยเขานำเงินจำนวนนั้นไปซื้อหุ้นจำนวน 104 บริษัท ระหว่างที่สงครามกำลังรุนแรง และขายออกหลังสงครามเลิก เงินจำนวนนั้นกลายเป็นเงิน 40,000 ดอลล่าภายในเวลา 4 ปี คิดเป็นผลตอบแทน 41.40% ต่อปี 


โดยหลังจากทำงานแรกที่เมอร์ริล ลินซ์ ได้ไม่นาน เขาก็ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนของเขาเอง และเมื่ออายุได้ 56 ปีเขาได้ขายมันไปและเริ่มต้นก่อตั้งกองทุนขี้น ชื่อว่า Templeton Growth กองทุนนี้สามารถสร้างผลดการดำเนินงานได้สูงติดอันดับต้นๆ ตลอดระยะเวลา 20 ปี ทีเดียว โดยหลายคนกล่าวว่าความสำเร็จของเขานี้เกิดจากการที่เขาสามารถมองเห็นโอกาสในการลงทุนก่อนใคร โดยอาจเป็นได้ว่าความสำเร็จที่สำคัญของเขาเกิดจากการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นในช่วงปี1962 ซึ่งเป็นตอนที่ญี่ปุ่นเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะผู้ผลิตสินค้าคุณภาพต่ำราคาถูก ทำให้ราคาหุ้นของญี่ปุ่นไม่ได้รับความสนใจและมีราคาต่ำมาก เขาเข้าไปกวาดหุ้นจำนวนมาก อาทิ ฮิตาชิ นิสสัน ซูมิโตโม ฯลฯ จนกองทุนของเค้ามากกว่า 50% เป็นหุ้นถูกๆ แบบว่าเมดอินเจแปน และหลังจากนั้น โตเกียวก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศโตเร็วและตลาดหุ้นโตเกียวก็เป็นขาขึ้นไปจนถึงปี 1989!!!!!



นำหลักเกณฑ์ของเกรแฮมมาใช้
ถ้าเห็นกลยุทธ์ของเทมเพลตันแล้วรู้สึกคุ้นๆล่ะก็ นั่นเป็นเพราะกลยุทธ์นี้อ้างอิงมาจากหลักการของเกรแฮม เขานำระบบพื้นฐานของเกรแฮมมาพัฒนาต่อให้เป็นระบบของเขาที่เข้ากันได้ดีกับตัวเอง

การลงทุนใหญ่ครั้งแรกของเทมเพลตันเป็นแบบแผนการลงทุนที่เขายึดถือตลอดอาชีพการลงทุนของเขาในเวลาต่อมา
  • ซื้อแต่ของถูก ไม่สนใจหุ้นยอดนิยมที่นักลงทุนสถาบันชอบซื้อ และหุ้นที่นักวิเคราะห์ติดตาม แต่จะค้นหาหุ้นที่อยู่นอกเหนือความสนใจด้วยตัวเอง เขาวางขอบเขตของตัวเองไว้กว้างกว่าที่เกรแฮมหรือแม้แต่บัฟเฟตต์ทำ เขาค้นหาบริษัทที่มีราคาถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริงจากทั่วโลก
  • ซื้อในตลาดขาลง ช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะซื้อคือช่วงเวลาที่ตลาดเป็นขาลง นักลงทุนส่วนมาก รวมทั้งพวกมืออาชีพ ต่างรู้สึกหวาดกลัวเกินกว่าจะลงทุน เขาลงทุนในลักษณะเดียวกับบัฟเฟตต์และเกรแฮม คือจะลงทุนต่อเมื่อแน่ใจว่ามี ส่วนต่างความปลอดภัย มากเพียงพอ ซึ่งช่วงเวลาที่เอื้ออำนวยที่สุดก็คือช่วงตลาดตกต่ำนั่นเอง
ด้วยการมองหาโอกาสไปทั่วโลก ทำให้เขารู้ว่าเขาสามารถหาตลาดที่กำลังย่ำแย่ได้ สักแห่ง เสมอในโลกใบนี้

วิธีการและแนวทางการลงทุน
เทมเปิลตันได้สรุปหลักการลงทุนของเขาเป็น หลักปฎิบัติ 10 ประการ ไว้ดังนี้

  • ลงทุนเพื่อผลตอบแทนที่แท้จริง วัตถุประสงค์หลักในการลงทุนระยะยาว คือการสร้างผลตอบแทนหลังหักภาษีให้สูงที่สุด
  • เปิดใจให้กว้างตลอดเวลา เขาไม่เคยใช้หลักการลงทุนใดอย่างถาวร เขามักมีการปรับวิธีการลงทุนให้ยืดหยุ่นเหมาะสมกับสถานการณ์ และเปิดใจให้กว้างเพื่อรับแนวความคิดใหม่ๆเสมอ
  • ไม่ตามคนหมู่มาก หากซื้อหุ้นตามคนหมู่มาก เราก็มักจะได้รับผลตอบแทนแบบเดียวกันกับคนเหล่านั้น การซื้อหุ้นควรทำเมื่อคนส่วนใหญ่เกิดความกลัว และขายเมื่อคนส่วนใหญ่กำลังหึกเหิม การจะทำอย่างนี้ได้ต้องอาศัยความอดทนที่ยิ่งใหญ่ แต่รางวัลที่ได้รับก็มักจะยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน
  • ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ตลาดที่ซบเซามักจะมีเป็นการชั่วคราว หลังจากนั้นจะเป็นตลาดขาขึ้น
  • หลีกเลี่ยงหุ้นที่กำลังเป็นที่นิยม เพราะนักลงทุนเหล่านั้นอาจกำลังเลือกหุ้นที่ผิดพลาดหรือผิดจังหวะเวลาก็เป็นได้
  • เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง
  • ซื้อหุ้นในช่วงที่ตลาดปกคลุมไปด้วยข่าวร้าย ช่วงเวลาที่ตลาดปกคลุมไปด้วยข่าวร้ายเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการซื้อ และช่วงที่ตลาดปกคลุ่มไปด้วยข่าวดีเป็นช่วงที่ควรขายที่สุด
  • ในตลาดหุ้นนั้นการที่จะซื้อหุ้นได้ในราคาที่ถูกมากๆคือตอนที่นักลงทุนส่วนใหญ่ขายหุ้นออกมา
  • มองหาโอกาสทั่วโลก ถ้าเราสามารถหาโอกาสการลงทุนได้ทั่วโลกเราจะพบว่ามีหุ้นที่ถูกๆ มากกว่าการลงทุนในประเทศเดียว
  • ไม่มีใครรู้ไปซะทุกเรื่อง
  • ผู้ที่สามารถตอบได้ทุกเรื่องเขาอาจจะไม่เข้าใจคำถามก็ได้
เครดิต : ส่วนหนึ่งจากเว็บ thaivi.com และหนังสือ The winning investment habits of Buffett & Soros

Martin Schwartz สุดยอดเซียนหุ้นระดับตำนาน


Martin Schwartz สุดยอดเซียนหุ้นระดับตำนาน  ด้วยผลงานการเทรดของเขาที่ไม่ธรรมดา ในปีแรกของการเป็นเทรดเดอร์ เขาสามารถทำเงินได้ถึง $600,000 และเบิ้ลเป็นสองเท่าในปีถัดมา Schwartz เปิดเผยว่าเขาเคยทำเงินได้ถึง $70,000 ในการเทรดเพียงหนึ่งวัน!!!!!!! นอกจากนี้ เขายังได้ตำแหน่งแชมป์การเทรดในรายการ U.S. Investing Championship เมื่อปี 1984 ซึ่งถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับเหล่าบรรดานักเล่นหุ้นชาวอเมริกันเลยทีเดียว !!

ผลงานการเทรดของเขายังคงเป็นตำนานให้เทรดเดอร์รุ่นใหม่ๆ กล่าวถึงอยู่เสมอ ก็ลองคิดดูสิจะมีซักกี่คนบนโลกใบนี้ที่ทำกำไรเฉลี่ยต่อปีจากการเล่นหุ้นได้ถึงเกือบ 100% ต่อปี ย้ำนะว่าต่อปี และเป็นช่วงเวลายาวนานถึงกว่า 10 ปีอีกด้วย สิ่งนี้เองทำให้เขาได้รับการกล่าวขานให้เป็น ตำนานของตำนาน! ของบรรดาเหล่านักเล่นหุ้นระยะสั้นสำหรับชาวอเมริกัน!!!!!

Martin Schwartz ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการเล่นหุ้นออกมาหลายต่อหลายเล่ม ซึ่งหนังสือที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย ก็คือหนังสือขายดีอย่าง Market Wizards หนังสือที่ได้รวบรวมบทสัมภาษณ์ของบรรดาเหล่าเทรดเดอร์จากทุกตลาด มาเปิดเผยเทคนิค วิธีการ และแนวคิดในการเล่นหุ้นให้ประสบความสำเร็จในแบบฉบับของแต่ละคน ซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนสไตล์ใด ไม่ว่าคุณชอบหุ้น ฟิวเจอร์ ค่าเงิน หรือ Commodities ก็แล้วแต่ หนังสือเล่มนี้เหมาะกับคุณแน่นอน ส่วนอีกเล่มที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือหนังสือที่สร้างชื่อให้เขามากที่สุดที่ชื่อว่า Pit Bull : Lessons from Wall Street's Champion Day Trader ซึ่งเป็นการบอกเล่าเรื่องราวบนเส้นทางชีวิตการเป็นเทรดเดอร์อิสระของเขา ทั้งด้านความสำเร็จและความล้มเหลวให้เหล่ามือใหม่ได้เรียนรู้ก่อนลงสนามจริง

จุดเริ่มต้นของ Martin Schwartz 
หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย Schwartz เริ่มต้นการทำงานที่ US Marine Corp. หลังจากนั้นเขาตัดสินใจลาออกไปเป็นนักวิเคราะห์ให้กับโบรกเกอร์แห่งหนึ่ง ในช่วงที่เขาทำงานอยู่ เขาเริ่มเรียนรู้การลงทุนในตลาดหุ้น แต่เขาก็ประสบความล้มเหลวตลอดในช่วงเวลา 10 ปีแรก จนเกือบจะต้องล้มละลายในช่วงปี 1970  

หลังจากนั้น เขาได้ค้นพบหนทางของตัวเอง คือหนทางในการเก็งกำไรโดยใช้เทคนิคคอล เขาค้นพบวิธีที่เหมาะสมกับตัวเอง จนในที่สุด เขาจึงตัดสินใจลาออกจากงานในขณะที่มีเงินเก็บทั้งหมด $110,000 เขาใช้เงิน $92,500จ่ายเป็นค่าที่นั่งใน floor ที่ตลาด American Stock Exchange ทำให้เขาเหลือเงินเพียง $20,000 เขาจึงต้องหยิบยืมเงินจากคนอื่นอีก $50,000 ทำให้เขามีเงินในการเริ่มต้นเทรดทั้งสิ้น $70,000 

"ผมเริ่มต้นด้วยการขาดทุนในสองวันแรก ในการเทรด Option แต่หลังจากนั้นผมก็ทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง หลังจาก 4เดือนแรก ผมได้กำไร $100,000 ครบปีผมทำเงินได้ถึง $600,000 และ $1,200,000 ในปีถัดมา"

"หลังจากนั้นผมตัดสินใจหันไปเก็งกำไรในตลาด future แทน ด้วยเหตุผลว่าตลาด option เริ่มเล็กไปสำหรับผมและผลประโยชน์ด้านภาษีในช่วงเวลานั้น การเทรด future ทำเงินให้ผมจาก $40,000 เป็น $20 ล้านในช่วงที่ผ่านมา โดยไม่เคยมีช่วงเวลา drawdown มากกว่า 3% นั่นเป็นสิ่งที่ผมภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก"

หลักการเทรดของ Schwartz คือเขาจะพยายามทำกำไรให้เป็นบวกในทุกๆเดือน เขาเผยว่าเขาเคยพยายามที่จะทำกำไรให้ได้ทุกๆวัน และเขาก็พบว่ามันบ้ามากที่จะคิดแบบนั้น เพราะมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย แต่ในทุกเดือนเขาสามารถทำกำไรได้ประมาณ 90% ของจำนวนวันที่เทรดทั้งหมด ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา  

นอกจากนี้เขาได้พูดถึงสาเหตุที่คนส่วนใหญ่ในตลาดขาดทุน ว่าเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ชอบที่จะเสียเงินมากกว่ายอมรับว่าตัวเองผิด พวกเขาต้องการจะปกป้อง ego ของตัวเอง แต่สำหรับ Schwartz เขาบอกว่าเขาสามารถทำกำไรจากตลาดได้ ตั้งแต่ที่เขาสามารถพูดกับไอ้เจ้า ego ของเขาว่า การทำเงินสำคัญมากกว่ามัน และเขาไม่มีวันยอมเสียเงินซักแดงเดียวเพื่อที่จะปกป้อง ego เด็ดขาด !!!!
  
คำแนะนำสำหรับมือใหม่
“ผมอยากจะให้มือใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้ามาในอาชีพนี้ทุกคน คิดและเชื่อว่าคุณทำได้ คุณสามารถประสบความสำเร็จในการเป็นเทรดเดอร์ได้มากกว่าที่คุณฝันไว้ เพราะนั่นมันเป็นสิ่งที่เกิดกับผม ผมมีอิสรภาพทั้งด้านการเงินและการใช้ชีวิต ผมอยากไปไหนก็ได้ที่ผมต้องการ ลูกๆ ของผมคิดว่าที่ทำงานของพ่อของพวกเค้า คือ บ้านของเรา” 

“สิ่งที่จะทำให้คุณเป็นเทรดเดอร์ที่ดีขึ้น คือ คุณต้องเรียนรู้ที่จะขาดทุน สิ่งสำคัญในการทำกำไรก็คืออย่าปล่อยให้การขาดทุนมันบานปลาย นอกจากนี้ อย่าพยายามเพิ่ม volume การเทรด จนกว่าคุณจะสามารถดับเบิลพอร์ตของคุณได้ คนส่วนใหญ่มักทำผิดพลาดโดยการพยายามเพิ่ม volume ในการเทรดทันทีที่เขาเพิ่งเริ่มจะที่จะมีกำไร และนั่นเป็นหนทางแห่งหายนะที่ทำให้เค้าเหล่านั้นต้องเดินออกไปจากตลาดแห่งนี้อย่างรวดเร็ว”

สิ่งที่ทำให้ Martin Schwartz ประสบความสำเร็จในการเป็นเทรดเดอร์ หลังจากล้มเหลวมานานกว่า 10 ปี นั้น ผู้เขียนเชื่อว่าเกิดจากปัจจัยที่สำคัญสองอย่าง อย่างแรก คือเขาค้นพบวิธีการที่เหมาะกับเขา ตลอดช่วงเวลาที่เขาขาดทุน เขาใช้การวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐานในการตัดสินใจเข้าเทรด จนเมื่อเขาได้รู้จักกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคจึงทำให้เขาเริ่มทำกำไรได้ แต่ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะดีกว่าการวิเคราะห์ทางพื้นฐาน สิ่งสำคัญมันคือ การวิเคราะห์ทางเทคนิคมีความเหมาะสมกับตัวตนของเขาต่างหาก!!!! ดังนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรกที่คุณต้องมีก็คือคุณต้องหาวิธีที่เหมาะสมกับตัวคุณให้เจอก่อน

สำหรับปัจจัยอย่างที่สอง ซึ่งเป็นเบื้องหลังความสำเร็จของ Schwartz ก็คือ การเปลี่ยนทัศนคติของตัวเอง เขาเริ่มประสบความสำเร็จในการเก็งกำไรหลังจากที่เขาต้องการทำเงินมากกว่าต้องการที่จะเป็นฝ่ายถูก คนส่วนใหญ่ยินดีจะเสียเงินเพื่อจะเป็นฝ่ายถูก (คือเลือกที่จะไม่ cut loss) การเทรดของ Schwartz จึงออกมาในรูปแบบของการเน้นควบคุมความเสี่ยงเป็นสำคัญ เขาจะลด volume ในการเทรดหลังจากการขาดทุนอย่างมาก รวมถึงลด volume เทรดเช่นกันหลังจากได้กำไรมหาศาล เพราะเขามีประสบการณ์ขาดทุนอย่างมากหลังจากการได้กำไรก้อนโต เขาบอกว่าหลังจากการได้เงินหรือเสียเงินจำนวนมากๆ จะทำให้การควบคุมเกมส์การเทรดและการควบคุมอารมณ์ของเราสูญเสียไปบางส่วน การลด volume เทรดลงจะช่วยให้เรากลับมาอยู่ในเกมส์ของเรามากขึ้น           


By 2Binvestor

ที่สุดแห่งหนังสือการลงทุน "The Intelligent Investor"


ที่สุดแห่งหนังสือการลงทุน "The Intelligent Investor"

หนังสือ "คัมภีร์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า" (The Intelligent Investor) เขียนโดยเบนจามิน เกรแฮม(Benjamin Graham)ถือเป็นหนังสือคลาสสิกที่สุดเล่มหนึ่งของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า 

นักลงทุนหุ้นเน้นคุณค่า (แนว VI ) ทุกคนควรอ่านหนังสือเล่มนี้ (แม้มันจะหนาไปสักนิด ^^) และถือเป็นโชคดีของนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าในเมืองไทยที่คุณพรชัย รัตนนนทชัยสุข แฟนพันธุ์แท้ วอรเรน บัฟเฟตต์ ผู้แปลหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนมาแล้วหลายต่อหลายเล่มได้ลิขสิทธิ์แปลหนังสือเล่มนี้ออกมาเป็นภาษาไทยให้ได้อ่านกัน เพราะถ้าอ่านภาษาอังกฤษต้นฉบับสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคย อาจต้องใช้เวลานานหรือเลิกล้มกลางคันเพราะภาษาที่ใช้ค่อนข้างเก่าและอ่านยากพอสมควร



ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ เบนจามิน เกรแฮม กันซักนิด.....
เกรแฮม คือปรมาจารย์การลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 เขาได้รับยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า” เกรแฮมเป็นผู้นำเสนอทฤษฏีใหม่ๆ ต่อแวดวงการลงทุนโลก ในยุคที่ทุกคนต่างมองหุ้นเป็นการเก็งกำไร นอกจากนี้ ตัวเขายังเป็นที่ปรึกษาและอาจารย์ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยุคปัจจุบัน



เกรแฮมจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียด้วยผลการเรียนที่เยี่ยมยอด ก่อนจะไปทำงานในวอลสตรีทร่วมสิบปี และเติบโตในสายงานอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงออกมาตั้งบริษัทจัดการกองทุนของตัวเอง และได้ร่วมหุ้นกับ พอล นิวแมน ในเวลาต่อมา ทั้งนี้ เกรแฮมได้ลงทุนด้วยทฤษฏีการลงทุนที่ตัวเองคิดค้นขึ้น และประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม โดยทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ร่วม 20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งสูงกว่าตลาดเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ด้วยจิตวิญญาณของนักวิชาการ เกรแฮมยังกลับไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียควบคู่ไปด้วย และได้เขียนหนังสือสองเล่ม ซึ่งโด่งดังและได้รับการยอมรับสูงมากในแวดวงการลงทุนสหรัฐฯ นั่นก็คือ “Security Analysis” และ “The Intelligent Investor”

โดยเฉพาะหนังสือเล่มหลัง ที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้อ่านตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นและประทับใจมาก จนตัดสินใจสอบเข้ามหาวิทยาลัยโคลัมเบียเพื่อที่จะได้เรียนกับเกรแฮม บัฟเฟตต์เคยกล่าวไว้ว่า The Intelligent Investor จากปลายปากกาของเกรแฮม คือหนังสือการลงทุนที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา

หลักที่เป็นหัวใจของทุกทฤษฏีการลงทุนของเกรแฮมก็คือ การ “ใช้เหตุผล” ในการลงทุน โดยให้คว้าโอกาสจากความผิดพลาดของตลาด อย่าไปบ้าคลั่งตามมัน

เกรแฮมเปรียบเทียบตลาดหุ้นซึ่งมีแต่ความผันผวนและไร้เหตุผลเป็นเสมือนมนุษย์คนหนึ่ง สมมุติชื่อว่า “Mr.Market”หรือ “คุณตลาด” ชายผู้มีพฤติกรรมแปรปรวน บางวันก็ตื่นกลัวจนไร้สติ บางวันก็อารมณ์ดีเกินเหตุ โดยนักลงทุนต้องรู้จักหาประโยชน์จากความไม่มีเหตุผลของเพื่อนที่แสนดีผู้นี้

นอกจากนี้ เกรแฮมยังชี้ชัดอีกว่า ในการเข้าซื้อหุ้นเพื่อลงทุนนั้น ควรมี “Margin of Safety” หรือ “ส่วนต่างแห่งความปลอดภัย” ราคาหุ้นที่เข้าไปซื้อ ต้องต่ำกว่า “Intrinsic Value” หรือ “มูลค่าโดยเนื้อแท้” ของบริษัท เพื่อเป็นเกราะป้องกันความเสียหายจากการลงทุนหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

ที่สำคัญคือ นักลงทุนต้องมอง “หุ้น” เป็นส่วนหนึ่งของ “ธุรกิจ” ต้องมองภาพให้ออกว่าการ “เข้าซื้อหุ้น” คือการ “เข้าซื้อธุรกิจ” อย่ามองหุ้นแบบ “นักเก็งกำไร” คือเข้าไปซื้อหุ้นเพียงเพราะหวังว่าราคาของมันจะสูงขึ้นไป โดยไม่สนใจพื้นฐานใดๆ ไม่สนใจว่าบริษัททำธุรกิจอะไร อย่างไร

แม้หลักการลงทุนของเกรแฮม จะเป็นการเสนอการลงทุนในมิติใหม่ให้กับแวดวงการลงทุนโลก แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นหลักที่ “เข้มงวด” และมีความเป็น “อนุรักษ์นิยม” จนเกินไป ทั้งยังเน้นหนักแต่ตัวเลขและงบการเงิน ซึ่งหากยึดหลักของเกรแฮมอย่างเคร่งครัด นักลงทุนอาจสูญเสียโอกาสในการลงทุนงามๆ มากมาย

ในช่วงที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เรียนจบใหม่ๆ เขาได้มาทำงานให้เกรแฮมอยู่ 2 ปี โดยลงทุนด้วยวิธีของเกรแฮมอย่างเคร่งครัด หลายปีต่อมา บัฟเฟตต์ได้พัฒนาตัวเองขึ้นไป และเอาหลักการลงทุนของเกรแฮมไปปรับใช้ โดยเน้นไปที่ “คุณภาพ” ของกิจการมากขึ้น มิใช่ดูแค่เพียง “ตัวเลข” ซึ่งทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงและกลายเป็นนักลงทุนผู้มั่งคั่งที่สุดในโลกจนถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม บัฟเฟตต์ก็ยังยกคุณความดีให้กับเกรแฮม โดยบอกว่า หลักการลงทุนที่เขาเอามาใช้จนร่ำรวยมหาศาลนั้น มาจากเกรแฮม 85%และ ฟิลลิป ฟิชเชอร์ 15% ซึ่งเป็นเครื่องรับประกันถึงความยิ่งใหญ่ของ เบนจามิน เกรแฮม “บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า” ผู้นี้ได้เป็นอย่างดี

นักลงทุนผู้ชาญฉลาด หรือ Intelligent Investor ในความหมายของเกรแฮมไม่ได้หมายความว่า นักลงทุนคนนั้นเป็นผู้ที่มีความฉลาดทางปัญญา หรือไอคิวสูง หรือมีการศึกษาที่สูง แต่หมายถึงนักลงทุนที่มีอุปนิสัยดังนี้

• มีความอดทน และมีวินัยในการลงทุน
• ขวนขวายหาความรู้อยู่เสมอ
• ศึกษาและทำความเข้าใจกิจการอย่างละเอียดรอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อหุ้นนั้นๆ
• ควบคุมอารมณ์ไม่ให้มาก้าวก่ายเหตุผลได้เป็นอย่างดี

ในหนังสือยังยกตัวอย่างถึงนักปราชญ์ในอดีตอย่างเซอร์ไอแซค นิวตัน (Sir Issac Newton) ที่พวกเรารู้จักกันดีว่ามีความฉลาดเป็นเลิศ ผลงานของท่านอย่างกฎของนิวตันยังใช้กันอยู่จนกระทั่งบัดนี้ ท่านเซอร์ผู้นี้เป็นนักลงทุนเช่นกัน ท่านเคยลงทุนในหุ้นบริษัทเซาท์ซี (South Sea) ในช่วงหนึ่งราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสูงมากอย่างไม่มีเหตุผล ท่านจึงตัดสินใจล้างพอร์ตของท่านทำกำไรไปประมาณ 7,000 ปอนด์ นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ดี แต่ในที่สุดราคาหุ้นก็ยังปรับตัวสูงขึ้นหลังจากท่านขายออกไปแล้ว ท่านทนไม่ไหวกลับเข้าไปซื้อหุ้นนี้อีกในราคาที่สูงกว่าที่ขายออกไป สุดท้ายท่านขาดทุนไป 20,000 ปอนด์ ถ้าหากคิดมูลค่าปัจจุบันแล้วก็น่าจะราวๆ 3 ล้านเหรียญสหรัฐ เอาเป็นเงินไทยน่าจะประมาณ 10 ล้านบาท ท่านเจ็บใจมาก ห้ามมิให้ใครพูดคำว่าเซาท์ซีให้ท่านได้ยินอีกตลอดชีวิต

คนที่มีความฉลาดปราดเปรื่องมากๆ ยังพลาดได้ในตลาดหุ้น ซึ่งก็ไม่แปลกหากนักลงทุนทั่วไปจะพลาดกับตลาดหุ้นจนย่ำแย่ นั่นไม่ได้หมายความว่าเราไม่ฉลาด เพียงแต่เรายังไม่ได้สร้างอุปนิสัยสำคัญของการเป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาดไว้ในตัวต่างหาก ในกรณีของท่านเซอร์ไอแซค นิวตันคาดว่าท่านพยายามทำทุกขั้นตอนมาเป็นอย่างดีแล้ว แต่มาพลาดตอนจบ คือไม่สามารถควบคุมอารมณ์ไม่ให้มาก้าวก่ายเหตุผลได้ โดยปล่อยให้อารมณ์ความโลภเข้ามาครอบงำจิตใจได้จนหมดสิ้น จนเกิดความกล้าอย่างประหลาด ในที่สุดก็พลาดกับเรื่องง่ายๆ ทั้งๆ ที่ท่านเองก็คิดว่ามันไม่มีเหตุผลใดๆ มาสนับสนุนให้ราคามันสูงขึ้นได้ขนาดนั้น

เรื่องแบบนี้มันเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่จบไม่สิ้นในตลาดหุ้นอยู่ตลอดเวลา นักลงทุนผู้ชาญฉลาดควรพยายามฝึกจิตให้มั่นคง พยายามสร้างคุณสมบัติทุกอย่างอย่างที่ควรจะมีอย่างที่เกรแฮมกล่าวไว้ นอกเหนือจากนั้นในหนังสือยังมีตัวอย่างการลงทุนอีกมาก นักลงทุนที่สนใจในการลงทุนแบบเน้นคุณค่าควรอ่านและเก็บรักษาหนังสือเล่มนี้ไว้เป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้จะผ่านมาหลายสิบปีแต่หลักการในหนังสือเล่มนี้ยังใช้ได้ดีอยู่เสมอ

เรียบเรียง: 2Binvestor
เครดิต : บทความจากคุณ ชัชวนันท์ สันธิเดช และคุณวิบูลย์ พึงประเสริฐ

กฎการลงทุนของนักลงทุนระดับโลก


จริงๆ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกไม่ได้เห็นด้วยกับเรื่องกฏเกณฑ์มากนัก แต่ว่าพวกเขาเห็นด้วยว่า การทำกำไรในตลาดนั้นต้องมาพร้อมกับ "กลยุทธ์" ที่เป็นรูปธรรม เพื่อทำให้เราสามารถตัดอารมณ์ออกไปจากการตัดสินใจได้ไม่มากก็น้อย


วันนี้ เราได้รวบรวม กฎการลงทุนหรือกลยุทธ์ของนักลงทุนระดับเซียนไว้ถึง 6 คน ดังนี้ 

 – Warren Buffett -
"เราควรจะซื้อบริษัทที่ดีในราคายุติธรรม ดีกว่าซื้อบริษัทที่ธรรมดาแต่ราคาแพง "

Warren Buffett ถือว่าเป็นนักลงุทนที่ประสบความสาเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เขาได้ให้หัวใจสำคัญในการลงทุนแก่นักลงทุน คือ เมื่อคุณทำการประเมินบริษัท ให้ดูที่คุณภาพ, คุณภาพของบริษัทนั้นสำคัญมากที่สุด หลังจากที่คุณได้รู้คุณภาพของบริษัท ราคาที่เหมาะสมจะถูกกำหนดโดยอัติโนมัติ เขากล่าวว่าถ้าคุณภาพของบริษัทนั้นสูง อย่าคาดหวังว่าจะได้ราคาหุ้นของบริษัทในราคาถูกมากๆ แต่ถ้าบริษัทนั้นไม่มีคุณภาพก็อย่าไปซื้อเลยเพียงเพราะว่าราคามันต่ำ แต่บางครั้งบริษัทดีดี ก็มีจังหวะที่ราคาถูกเหมือนกัน ซึ่งเมื่อคุณเจอมันแล้ว ให้คุณทำการศึกษามันให้ลึกซึ้ง ถ้าบริษัทนั้นยังคงดูดี จงซื้อไว้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ต่อให้หุ้นดีแค่ไหน ถ้าราคามันเกินมูลค่าของมัน ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะซื้อมันไว้


- Prince Alwaleed Bin Talal -
"เราจะเจ็บปวดในระยะสั้น แต่ว่าผมเป็นนักลงทุนระยะยาว "

คุณอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ Prince Alwaleed Bin Talal แต่ว่าเขาเป็นที่รู้จักดีในโลกของการลงทุน นักลงทุนจากซาอุดิอาระเบียผู้นี้ เป็นผู้ก่อตั้ง Kingdom Holding Company  ก็เขานี่หล่ะ ที่เป็นผู้ถือหุ้นหลัก 14.9% ใน Citigroup โดยราคาหุ้นของเขาสูงกว่าตอนที่เค้าซื้อมาในช่วงเกิดวิกฤติอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในอินเดียของเขา มูลค่าของมันก็สูงกว่าตอนที่เขาซื้อในช่วงเศรษฐกิจถดถอยในปี 2009 อย่างมากด้วยเช่นกัน  ในขณะที่คนอื่นๆ อาจจะขายมันออกไป Prince Alwaleed Bin Talal ได้ทำในสิ่งที่นักลงทุนที่เก่งที่สุดทำ คือ การถือหุ้นเป็นระยะเวลานาน ตัดภาพของตลาดออกไปแล้วสะสมเงินปันผลในช่วงที่รอ..เขาบอกว่ามันก็โอเคนะสำหรับการเทรดหุ้นในระยะสั้นหรือระยะกลาง แต่ว่าเชื่อผมเหอะ เงินก้อนของคุณควรจะลงทุนในการลงทุนระยะยาว

–Carlos Slim-
"ฉันเชื่อว่า หายนะที่เกิดขึ้นในเม็กซิโกแล ลาตินอเมริกา ก็เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับจีน และมันเป็นส่วนหนึ่งของการเจริญเติบโต มันเป็นโอกาสในการลงทุน " 

Carlos Slim เป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลกในปัจจุบัน คำกล่าวของเขานั้นแสดงให้เห็นถึง จิตใจที่นักลงทุนระดับโลกมี เขาจะไม่มองว่าจะเกิดอะไรขึ้นตอนนี้ โดยการศึกษาเพียงแค่บริษัทว่าเป็นอย่างไร แต่เขาสนใจที่จะรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ไปต่างหาก เขาจะคิดไปข้างหน้าเสมอ

ถ้าคุณคิดว่า คุณต้องเต้นไปตามกระแสการลงทุนในปัจจุบัน เพราะมันจะสร้างกำไรให้คุณ จงรู้ไว้เลยว่าคุณจะได้กำไรในระยะสั้น แต่คุณจะพลาดกำไรครั้งใหญ่ คุณต้องพยายามหากำไรครั้งใหญ่ เพื่อที่จะทอดสมอการลงทุนให้กับพอร์ทการลงทุนของคุณไปกับหุ้นที่มีคุณภาพและเติบโตอย่างต่อเนื่อง

- Carl Icahn-
" คุณจะได้เรียนรู้ในธุรกิจนี้ แต่ถ้าคุณต้องการเพื่อนซื้อหมาซักตัว"

Carl Icahn เป็นนักลงทุนอิสระ เขามักจะพยายามซื้อหุ้นจานวนมากเพื่อมีสิทธิออกเสียงในบริษัทนั้น หุ้นที่เขาถืออยู่นั้นมี Time Warner, Yahoo, Clorox และ Blockbuster Video เขาถามมือใหม่ว่า หลายๆครั้งในการลงทุนของคุณ ที่คุณอ่านบทความและอ่านข่าว หรือถามเพื่อนของคุณว่าควรซื้อหุ้นอะไรดี คุณเสียเงินจากมันใช่หรือเปล่า? เพราะถ้าคำตอบคือใช่ คุณจะไปเชื่อสิ่งเหล่านั้นต่อไปทำไม และถ้าคุณต้องการเพื่อนในวงการ คงจะดีกว่ามากที่คุณจะซื้อหมาสักตัวแทน ถ้าเพื่อนคนนั้นกลับทำให้คุณยิ่งเสียเงิน จริงไหม

Icahn จะทำการศึกษาถึงความจริงของบริษัทที่เขาจะลงทุนจากแหล่งข้อมูลเชื่อถือได้อย่างหนัก ส่วนคำแนะนาอื่นๆ เขาบอกว่าควรจะฟังไว้บ้างแต่อย่าเพึ่งปักใจเชื่อจนกว่าคุณจะทำการบ้านต่ออย่างจริงจัง

– Dennis Gartman -
 "อดทนกับการเทรดที่เราได้กำไรและอดทนยิ่งกว่ากับการเทรดที่เราขาดทุน จำไว้ว่าเราสามารถสร้างผลกำไรได้จากการเทรด แม้มั่นใจว่าจะถูกเพียงแค่ 30 % เพียงแค่เราสามารถทำกำไรให้ได้เยอะๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ว่าขาดทุนให้น้อยที่สุด "

คุณไม่จำเป็นต้องถูกตลอดเวลา อะไรจะสำคัญไปกว่า การปล่อยให้กำไรวิ่งไปเรื่อยๆ และ ออกจาก order ที่ขาดทุนให้เร็ว เงินที่คุณเทรดได้กำไรนั้นจะแตกต่างจากเงินที่คุณเทรดเสียอย่างมากมาย

 Bill Gross -
"คุณชอบหุ้นตัวนี้มากใช่ไหม? ? ลงทุน 10% หรือว่า ทั้งหมดพอร์ตเลยดี คุณต้องให้ความสำคัญกับทุกๆความคิด ความคิดในการลงทุนที่ดีนั้น ไม่ควรจะปล่อยปละไว้จนถูกลืม"

Bill Gross เป็นหัวหน้าส่วนการลงทุนร่วมของ PIMCO หนึ่งในกองทุนพันธบัตรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กฏของ Gross นั้นพูดถึงการจัดการพอร์ตโฟลิโอ กฏหลักที่นักลงทุนหน้าใหม่ คือ การกระจายความเสี่ยง หรือ การไม่นำเงินลงทุนของคุณลงทุนลงไปในสิ่งๆเดียว การกระจายความเสี่ยงเป็นกฏที่น่าจดจำ แต่ว่า มันก็ทำให้กำไรของคุณน้อยลงไปด้วย เมื่อหุ้นที่คุณเลือกตัวหนึ่งมันวิ่ง แต่ว่าตัวอื่นไม่วิ่ง การทำกำไรในตลาดนั้นเป็นเรื่องของโอกาส ซึ่งหาได้จากการศึกษาและทำการบ้าน คุณต้องมีเงินในพอร์ทลงทุนของคุณเสมอเพื่อโอกาสที่จะมาถึง และอย่ากลัวเมื่อคุณเชื่อว่า การศึกษาของคุณชี้ชัดว่า คุณจะเป็นผู้ชนะ

นี่คือกฎการลงทุนคร่าวๆของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จแต่ละคน ในความจริงพวกเขายังมีกฎส่วนตัวอีกมากมาย และมันไม่สำคัญว่าพวกเขาจะเชื่อหรือคิดต่างกันอย่างไร แต่มันสำคัญที่ว่า เค้าสามารถทำตามกฎและแผนการลงทุนที่เค้าวางไว้หรือไม่ เพราะนั่นจะเป็นตัวตัดสินว่าใครสามารถตัดอารมณ์ออกไปจากการตัดสินใจได้มากกว่ากัน และการตัดสินใจที่ปราศจากอารมณ์ย่อมมีโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะมากกว่า โดยเฉพาะในสนามแห่งการลงทุนนี้ 

คุณคงต้องถามตัวคุณเองว่า วันนี้ คุณมีกฎในการลงทุนรึยัง? หรือคุณจะปล่อยให้กระแสแห่งอารมณ์พัดคุณเซไปเซมาจนน็อคเอ้าท์ในที่สุด   


By 2Binvestor

ทฤษฎีสะท้อนกลับ ของ จอร์ส โซรอส ราชาแห่งการเก็งกำไร


วันนี้ขอนำเสนอบทความหนักๆ ให้ผู้อ่านสักนิด......หลังจากที่ได้อ่านหนังสือ "รวยหุ้นล้นฟ้า ด้วยระบบคิดใหม่" ของคุณพิชัย จาวลา ทำให้นึกถึงทฤษฎี Theory of Reflexivity ของจอร์ส โซรอส เจ้าของฉายาบุรุษผู้ปล้นแบงค์ชาติอังกฤษ (รวมถึงแบงค์ชาติของเรา ^^ ) ที่มีความเหมือนกันมาก จริงๆอาจกล่าวได้ว่า การอธิบายดููเหมือนจะแตกต่างกันในกลวิธี แต่ด้วยประเด็นสำคัญแล้วเป็นสิ่งเดียวกันอย่างแยกไม่ออก

สำหรับ Theory of Reflexivity หรือ ทฤษฎีสะท้อนกลับ นั้น โซรอสได้พยายามนำเสนอผ่านหนังสือที่เขาเขียนขึ้นหลายต่อหลายเล่ม แต่ก็ดูเหมือน โซรอสจะมีปัญหาในการอธิบายให้คนอื่นเข้าใจในหลักการของเขา เพราะคนทั่วไปที่อ่านแนวคิดของเขามักจะสับสน หรือเข้าใจแบบงงๆ ทำให้มีคนมากมายพยายามตีความ และอธิบายหลักการนี้ต่อจากจอร์สอีกที ซึ่งแน่นอนว่าคุณพิชัยก็น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น

โดยทฤษฎีดังกล่าว โซรอสอธิบายว่า ความจริง(objective)และความเห็น(subjective)ต่างส่งผลถึงกันแบบสะท้อนเพราะถูกกระทบด้วย “แรง” ที่โซรอสเรียกว่า feedback ทำให้ ตลาด“มุ่งออก”จากสมดุลตลอดเวลา



โดยหลักการทำงานจะเป็นลักษณะของ Boom Bust Model โดยสามารถอธิบายได้ดังนี้

ขั้นแรก ปฏิกิริยา Boom ก็คือการก่อตัวของ "ฟองสบู่" (Boom) ซึ่งจะเริ่มมาจาก ความเชื่อของ Participant บางกลุ่มในตลาดได้กระทำ Actions บางอย่างต่อตลาดตามความเชื่อของเขา และเมื่อตลาดตอบสนองในทิศทางที่พวกเค้าเหล่านั้นคิด ก็จะทำให้พวกเค้าเหล่านั้นเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองว่าถูกต้อง กล่าวคือ Participant จะยึดติดความถูกต้องของตัวเองกับสิ่งที่ตลาดสะท้อนกลับออกมาให้เห็น แล้วเมื่อทิศทางตลาดตอบรับความเชื่อของเค้าเหล่านั้นเค้าก็จะยิ่งมั่นใจมากขึ้นและความมั่นใจของเค้ารวมทั้งการตอบสนองของตลาด เหล่านี้เองที่จะสร้าง ความเชื่อใหม่ๆให้แก่กลุ่มคนที่อยู่ภายนอกตลาด (Observer) นั่นเอง ซึ่งฟองสบู่จะค่อยๆขยายตัวออกตามอัตราที่ Observer เหล่านี้ค่อยๆเข้ามากลายเป็น Participant โดยราคาของมันจะเร่งความเร็วของการขยายตัวมากจนเกินความเป็นจริง

ซึ่งจะเป็นไปดัง Functions ดังต่อไปนี้
Observer -----> Participant -----> Market Feed Back (สอดคล้องความเชื่อ ได้กำไร)

จาก Functions ของโซรอส เราจะเห็นได้ว่า ยิ่งตลาดตอบสนองสอดคล้องไปในทิศทางที่เราต้องการให้เป็นมากเท่าไร อัตราการเร่งก็จะยิ่งเร่งให้ Observer เข้ามาเป็น Participant มากขึ้น กว่า Rate อัตราปกติที่ตลาดจะรับได้

ยกตังอย่าง เช่น ราคาทองคำ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ต่อเนื่อง ตามความเชื่อของกลุ่มคนในตลาด Commodity บางกลุ่ม (Participant) และราคาได้ตอบสนองต่อความเชื่อเหล่านั้น ซึ่งจะเป็นอัตราเร่งความมั่นใจ และสร้างความเชื่อว่าความคิดเหล่านี้ถูกต้อง จนส่งผ่านมาถึงผู้คนภายนอกตลาด (Obsever )ให้เข้ามาร่วมเล่นด้วย แต่แน่นอน อัตราการเข้ามาที่ "เร็วเกินไป" และการขยายตัวของราคาที่พุ่งเกินพื้นฐานตามความเชื่อของ Observer ที่คล้อยตามนั้น จะทำให้ตลาดสะท้อนกลับออกมาในทิศทางที่ตรงกันข้าม ซึ่งหมายถึงราคาจะเริ่มปรับตัวลดลง และหากตลาดสะท้อนในทิศทางความเชื่อที่ตรงกันข้ามเหล่านี้ต่อไปเรื่อยๆ คนอีกกลุ่มซึ่งคิดสอดคล้องกับตลาดในทิศทางตรงข้าม ก็จะเริ่มมั่นใจในเหตุผลบางอย่าง ว่าถูกต้อง และส่งผ่านความเชื่อนี้ออกไปให้กับ Participant คนอื่นๆ เริ่มรับรู้ และคล้อยตาม เช่น ธนาคารกลางเริ่มลดการถือครองทองคำลงด้วยเหตุผลบางอย่าง กองทุนขนาดใหญ่ที่เคยซื้อไว้เริ่มขายทองออกมา อะไรเหล่านี้เป็นต้น สุดแท้แต่ความเชื่อ และยิ่งหากตลาดแสดงผลลัพธ์สอดคล้องไปในทิศทางความเชื่อของคนกลุ่มนี้ ความเชื่อก็จะเริ่มมีน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆๆ จนหลายคนเริ่มคล้อยตามและคิดว่าถูกต้อง จึงยิ่งทำให้มีกา
รเทขายทองออกมามากขึ้น ซึ่งหากผลกระทบเหล่านั้นรุนแรงมาก Participant กลุ่มอื่นๆ ก็จะค่อยๆ ทยอยออกจากตลาดไป เป็นวงจรแบบนี้วนไปเรื่อยๆ โดยที่ Observer และ Participant อาจจะเป็นคนกลุ่มใหม่ๆผลัดเวียนเปลี่ยนไปอยู่เสมอหรือคนเก่าก็ได้ และนี่คือขั้น ปฏิกิริยา Bust ซึ่งเป็นไปดัง functions ง่ายๆดังรูปข้างล่างนี้

Observer <----- - Participant <------- Market Feed Back (ไม่สอดคล้องกับความเชื่อ เริ่มขาดทุน)

ซึ่งโซรอส สนใจกับสิ่งที่กล่าวมานี้มากกว่า ความเชื่อทางด้าน Economic ขณะๆนั้น ซึ่งดูยังไงก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องในเวลาช่วงนั้นๆ เพราะ ถ้าเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับขึ้นมาเราก็จะเห็นข้อมูลที่ถูกต้องทาง Economic ที่ตอบรับกับ Feed Back ของตลาดอยู่ดี


------------------------------------------------------------------
"ทฤษฎีสะท้อนกลับ" กับ "ราคาหุ้น"
------------------------------------------------------------------

โดยการสะท้อนกลับนั้น มีทั้งด้าน Positive feedback และ Negative feedback

ในส่วนของ Positive feedback นั้น เริ่มต้นจาก ความเชื่อของคนบางกลุ่มว่าหุ้นตัวนี้ราคาถูก พื้นฐานดี กำลังเติบโต ทำให้คนกลุ่มแรกเริ่มเก็บหุ้น ทำให้ราคาเริ่มปรับตัวสูงขึ้น สอดคล้องกับความเชื่อ ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้เชื่อว่าตัวเองคิดถูก ความเชื่อดังกล่าวจะถูกส่งผ่านไปยังผู้เล่นกลุ่มคนอื่นๆ ผ่านทางบทวิเคราะห์ทางพื้นฐาน ทางเทคนิคต่างๆ ทำให้กลุ่มคนที่ไม่เคยสนใจหุ้นตัวนี้จะเริ่มเข้ามาร่วมวงด้วย จนเริ่มมีแรงซื้อเข้ามา ราคาจะยิ่งปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ โบรกเกอร์จะยิ่งหาเหตุผลมารองรับการเพิ่มขึ้นของราคา โดยจะออกบทวิเคราะห์สอดรับกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยอ้างความแข็งแกร่งของปัจจัยพื้นฐาน อนาคตที่สวยหรูของกิจการ หรือเหตุผลใดๆ ก็สุดแล้วแต่ สิ่งเหล่านี้จะถูตีแผ่ขยายเป็นวงกว้างจน ทำให้นักลงทุน คู่ค้าทางธุรกิจ หรือลูกค้าของบริษัทมีความมั่นใจในตัวบริษัทมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อยอดขายที่ดีขึ้น ต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลง กิจการจะยิ่งมีกำไรเพิ่มขึ้น จนในที่สุด ราคาจะยิ่งปรับตัวสูงไปเรื่อยๆ ด้วยอัตราเร่งที่มากเกินกว่าตลาดจะรับไหวและไปจากระดับสมดุลอย่างมาก ณ ระดับราคานี้เองที่คนโซรอสจะทำการ short sell เพราะเขาเชื่อว่ามันจะเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับในทิศทางตรงข้าม วงจรการปรับขึ้นของราคาหุ้นดังกล่าวจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเกิด Critical mass(มวลวิกฤต) ขึ้นมา ซึ่งอาจจะเป็น ข่าวร้ายแรง, งบต่ำกว่าหวัง หรืออะไรต่อมิอะไร


หรือ Negative Feedback หรือฝั่งการลดลงของราคาหุ้น เช่น ผลกระทบภาวะอุตสาหกรรมที่ย่ำแย่ หรือการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัท (Credit Rating) โดยเมื่อไหร่ที่สถาบันจัดอันดับทางการเงินอย่าง Moody’s หรือ S&P ได้ทำการลดระดับความน่าเชื่อทางการเงิน ของบริษัททางการเงินลง มันจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของกิจการ นอกจากนี้ การถูก Downgrade ความน่าเชื่อถือจะยิ่งทำให้บริษัทมีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ภาพลักษณ์ของกิจการต่อคู่ค้า ลูกค้าเริ่มลดลงรวมถึงลดความเชื่อมั่นในอนาคตของกิจการต่อนักลงทุน มันจึงส่งผลทำให้เกิดแรงขาย จนราคาปรับตัวลดลงสอดรับกับความเชื่อที่เกิดขึ้นในตอนแรก โบรกเกอร์หรือนักวิเคราะห์จะยิ่งตอกย้ำด้วยการทำบทวิจัยชี้ให้เห็นขาลงของกิจการ นักลงทุนกลุ่มอื่นๆ ก็จะเริ่มเทขายบ้าง ทำให้เกิดการร่วงหล่นของราคาหุ้นไปเรื่อยๆ ยิ่งเป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่ากิจการจะมีปัญหา แรงขายจะเพิ่มขึ้นอย่างกระหน่ำ แทบจะขายทุกระดับราคา และจุดนี้เอง โซรอสจะเริ่มพิจารณาว่าจะเข้าซื้อหรือไม่? วงจรการปรับตัวลงของราคาหุ้นดังกล่าวจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเกิด Critical mass ขึ้นมา ซึ่งอาจจะเป็น ข่าวดีของกิจการ, งบพลิกกลับมากำไร การเข้ามาร่วมทุนจากพันธมิตร ฯลฯ

อีกตัวอย่างเช่น ในระหว่างที่เกิดภาวะฟองสบู่ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์(ในอเมริกา)ขึ้นนั้น ราคาของบ้านที่สูงขึ้นเป็นอย่างมาก ได้ทำให้มูลค่าของบ้านนั้นเพิ่มขึ้นตามมา ซึ่งได้ทำให้ธนาคารต่างๆกล้าที่จะลดดอกเบี้ยในการกู้ยืมจากเกณฑ์มาตรฐานลงมา จึงเป็นผลทำให้ผู้บริโภคนั้นมีแรงซื้อที่เพิ่มมากขึ้น และในที่สุดก็มีผลทำให้ของราคาบ้านนั้นยิ่งสูงขึ้นไปอีกกว่าเดิม ซึ่งทำให้มูลค่าของบ้านนั้นเพิ่มขึ้นสูงตามมาอีก และมีผลกระทบลูกโซ่อย่างนี้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเมื่อราคาเริ่มพุ่งขึ้นในอัตราที่ตลาดเกินจะรับไหว ก็จะเริ่มมีปฏิกิริยาสะท้อนกลับในมิศทางที่ตรงกันข้ามด้วยเหตุผลใดๆ ก็แล้วแต่ ราคาบ้านจะเริ่มตกลง ซึ่งกลุ่มคนที่มีความเชื่อกับทิศทางตรงข้ามนั้นจะเริ่มคิดว่าตัวเองคิดถูก และจะเริ่มถ่ายทอดความเชื่อไปสู่ Participant เรื่อยๆ ราคาจึงยิ่งตกลง และในที่สุดเมื่อความเชื่อในทิศตรงข้ามขยายเป็นวงกว้าง ก็จะมีแต่คนต้องการขายบ้าน ไม่มีใครซื้อ ราคาจึงยิ่งตกลงตกลงนั่นเอง หรือที่เรียกว่าฟองสบู่แตกในที่สุด และตอนนี้เอง โซรอสก็คงกำลังไล่ลงทุนในธุรกิจอสังริมทรัพย์อยู่

และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไม โซรอสถึงให้ความสำคัญของเขาในการลงทุนให้กับทฤษฎีกระจกสะท้อนนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากมันเป็นสิ่งที่เขานำมาช่วยในการบ่งชี้ถึงจุดสูงสุดหรือต่ำสุดของราคา ซึ่งทำให้เขากล้าที่จะวางเดิมพันในการวกกลับลงมาของมันนั่นเอง และสิ่งนี้เองเป็นสิ่งที่โซรอสใช้ในชีวิตการเก็งกำไรของเขามาโดยตลอด

หลังจากที่อ่านแนวคิดทฤษฎีสะท้อนกลับของโซรอส เปรียบเทียบกับ ทฤษฎีผลประโยชน์ของคุณ พิชัย แม้ว่าการอธิบายจะดูต่างกัน เพราะบางคนอ่านแนวคิดของโซรอสจนจบก็ยังไม่เข้าใจประเด็น ทำให้คุณพิชัยต้องการจะนำเสนอให้เราเห็นภาพชัดเจนและปฏิบัติได้จริงมากขึ้น นั่นคือ พยายามอธิบายว่า แท้จริงแล้ว ในจุดที่ตลาดวกกลับในความคิดของโซรอส ก็คือ จุดที่ไม่มีเหตุผลใดๆ สนับสนุนให้ทำสิ่งตรงข้าม เช่น จุดที่ราคาน้ำมันดิบขึ้นไปสูงสุดและกำลังจะวกกลับเป็นขาลง (จุดที่โซรอสขาย) จะเป็นจุดที่คนทั่วไปซื้อ ซื้อ และก็ซื้อ และไม่มีเหตุผลใดๆทั้งสิ้นที่จะบอกว่าราคาน้ำมันจะลดลงเลย ทุกบทวิเคราะห์ ทุกสถานการ์ณเน้นให้เราต้องซื้อเท่านั้น จุดมั่นใจสุดๆแบบนี้แหละ เป็นจุดที่เราต้องขาย เพราะนั่นคือจุดสูงสุดของมันแล้ว

หรือกล่าวโดยสรุปง่ายๆ ก็คือ เมื่อใดที่คนส่วนใหญ่ซื้อ เราต้องขาย ถ้าคนส่วนใหญ่ขาย เราต้องซื้อนั่นเอง.....

อ่าน review ของหนังสือ "รวยหุ้นล้นฟ้า ด้วยระบบคิดใหม่" เพิ่มเติมที่ http://2binvestor.blogspot.com/2012/03/review.html

By 2Binvestor และบางส่วนจาก mudleygroup,ซุนเซ็ก,mangmaoclub

สรุปหนังสือ "รวยหุ้นล้นฟ้า ด้วยระบบคิดใหม่"



วันนี้เป็นอีกวันที่นึกคลึ้มอยากเขียน review หนังสือเกี่ยวกับหุ้นที่เพิ่งไปถอยมาสดๆร้อนๆ (ตอนนี้ ซื้อทุกเล่มไม่ไหวแล้ว ออกกันมายังกะดอกเห็ด หรือจะเป็นดังคำกล่าวที่ว่า ดัชนีชี้วัดความแพงของหุ้นก็คือจำนวนหนังสือหุ้นที่ออกใหม่@#$%!^&*)กลับมาเข้าเรื่องหนังสือของเราดีกว่า เดี๊ยวจะไปไกล - -''

หนังสือ "รวยหุ้นล้นฟ้า ด้วยระบบคิดใหม่"เขียนโดยคุณพิชัย จาวลา เป็นนักลงทุน นักธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และเจ้าของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แห่งความจริงหรือที่เขาเรียก "ระบบผลประโยชน์"

ในหนังสือเล่มนี้ ถือเป็นหนังสือที่ฉีกแนวออกไปจากหนังสือหุ้นที่วางขายอยู่พอสมควร เพราะพิชัยได้พยายามชี้ให้ผู้อ่านเห็นถึงความจริงอันลึกลับที่ซ่อนอยู่ในตลาดหุ้น ซึ่งเขากล่าวว่าหากคุณเข้าใจความลับข้อนี้ก็จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการลงทุนอย่างแน่นอน (อ่านมาถึงตรงนี้ เริ่มสับสนว่า นี่เรากำลังอ่านหนังสือหุ้น หรือ หนังสือจิตวิทยาชื่อดัง "the secret" กันแน่....)

แต่พออ่านไปเรื่อยๆ เริ่มเข้าใจประเด็นที่พิชัย ต้องการจะนำเสนอ เขาบอกว่าในตลาดหุ้น แท้จริงแล้วคนที่ได้กำไรจริงๆ มีเพียงกลุ่มคน 3%(เงาที่มองไม่เห็นอย่างพวก hedge fund หรือพวกสถาบันการเงินต่างๆ เป็นต้น) เท่านั้น อีก 95% แน่นอนขาดทุน เพราะไม่งั้นคนรวยคงเต็มบ้านเต็มเมืองไปแล้ว!!! สาเหตุเป็นเพราะคนส่วนใหญ่มักพยายามอธิบายตลาดหุ้นด้วยเหตุและผล หุ้นขึ้นเพราะ.....หุ้นลงเพราะ...... ทั้งๆที่ความจริงแล้ว ตลาดหุ้นไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลอย่างเฉพาะหน้า แม้ว่าระยะหลังนักลงทุนทั่วไปจะเริ่มปรับตัวที่จากเดิมเป็นแมงเม่าคือ ซื้อเมื่อข่าวดีออก และขายเมื่อมีข่าวร้าย ซึ่งแมงเม่าที่ทำแบบนี้แน่นอน ตายเรียบ!!!! จนในที่สุดแมงเม่าเริ่มพัฒนาเป็น ซื้อหุ้นเก็บเมื่อมีข่าวร้ายและขายเมื่อมีการประโคมข่าวดีเป็นวงกว้าง ซึ่งก็ดูเหมือนจะใช้ได้ผลดีกว่า แต่พิชัยบอกว่า นี่ก็ยังไม่ใช่คำตอบ???????

เวลาเราซื้อหุ้นเต็มพอร์ตด้วยความมั่นใจสูง หลังจากนั้นราคาจะลงทุกที และเวลาที่เราขายหุ้นหมดหรือหยุดซื้อ หลังจากนั้นราคาจะขึ้นทุกที ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเรายึดติดกับเหตุผล และละเลย "ระบบผลประโยชน์" ที่ทับซ้อนอยู่ เราลืมไปว่า เรากำลังเล่นกับคนที่เก่งกว่าเรามากๆในโลก ที่เป้าหมายของคนกลุ่มนี้คือทำกำไรจากเรา ดังนั้น เราต้องเฉลียวใจอยู่เสมอเวลาที่เราตัดสินใจเหมือนๆกับคนส่วนใหญ่ แม้เราจะตัดสินใจด้วยหลักเหตุผลก็ตาม แต่มันจะกลายเป็นผิดไปเสมอ

"ถ้าเชื่อว่าตลาดหุ้นเป็นภาพสะท้อนของความเป็นจริง เรากำลังหลงทางตั้งแต่บันไดขั้นแรก เพราะท้ายที่สุด นั่นอาจเป็นเพียงหลุมพลางที่ (กลุ่ม 3% ) เขาดักเอาไว้ โดยผ่านกระบวนการคิดหลายชั้นก่อนที่จะใช้มุมกลับในการทำกำไร"

พิชัยยืนยันว่า เราต้องเปลี่ยนจากการ วิเคราะห์"ข้อมูลข่าวสาร"มาเป็น วิเคราะห์"ผู้ใช้ข้อมูลข่าวสาร" เพื่อหลุดพ้นจากการเป็นคนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ต้องขาดทุนเสมอในตลาดแห่งนี้ โดยเขาบอกว่าข่าวสารต่างๆที่ออกมาล้วนเป็นหลุมพลางของคนกลุ่ม 3%ที่ดักคนส่วนใหญ่ไว้แล้วทั้งสิ้น +++++

โดยเราต้องไม่ลืมว่า ทุกครั้งที่เราขายได้ แปลว่ามันมีคนมารับซื้อต่อ นั่นคือ ซื้อต้องเท่ากับขาย (คน 3% ขายในจำนวนหรือปริมาณเงินที่เท่ากับคน 97% ซื้อ และเช่นเดียวกัน คน 3% ซื้อเท่ากับที่คน 97% ขาย) ดังนั้นท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้าย มองไปทางไหนก็มีแต่วิกฤติ นักลงทุนทั่วไปต้องการขาย ขาย ขายทุกราคา ทำยังกับว่าจะไม่มีโอกาสได้ขายอีกแล้ว ก็อย่างที่บอก ซื้อต้องเท่ากับขาย ขายต้องเท่ากับซื้อ ในช่วงที่คนส่วนใหญ่ชลมุนกับการขายไม่เลือก ก็มีมือมืดที่มองไม่เห็น เข้ามาซื้อ ซื้อ และก็ซื้อ จนกว่าแรงขายจะหมด เมื่อนั้นไม่นาน ราคาจะกลับขึ้นมาพร้อมกับข่าวดีที่ทยอยประโคมกันออกมาจนราคาพุ่งสูงขึ้น เมื่อราคาขึ้นไปถึงจุดนึง สถานการณ์ทุกอย่างดูดี ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง ทุกอย่างดูลงตัว บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าหุ้นต้องไปต่อ คนทั่วไปของตลาดก็จะเริ่มเข้าซื้อ และกลุ่มมือมืด 3% ก็มา Matching ขายให้เราเรื่อยๆๆๆๆๆๆๆ ดัชนีเริ่มตกลง ลง ลง ข่าวร้ายเริ่มตามมา ตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มไม่ดี นั่น นู่ นี่ เริ่มหาเหตุผลที่หุ้นจะขึ้นไม่เจอซะแล้วทีนี้ ทั้งๆที่ผ่านมาไม่กี่เดือน มันจะเป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อยๆ (นั่นคือ ราคา จะเป็นตัวกำหนดสถานการณ์หรือข่าวสาร เหมือนกับทฤษฎีการตอบโต้สองทางของจอร์ส โซรอส )

โดยจะขอสรุปแนวทางการลงทุนที่พิชัยแนะนำให้ผู้อ่านใช้ ก็คือ เพียงตัดสินใจซื้อขายในด้านตรงข้ามกับคนทั่วไป (mass)โดยไม่ต้องคำนึงถึงเหตุผล......

"ถ้าคนส่วนใหญ่เกินกว่า 97% ของตลาดขายกันอยู่เมื่อใด ราคาจะต้องขึ้นเท่านั้น จะเป็นอื่นไม่ได้"

ในหนังสือ พิชัยได้หยิบยกหลักฐานและตัวอย่างมากมายที่สนับสนุนแนวคิดของเขา ตรงจุดนี้ ต้องหาอ่านกันเอง พูดไม่หมดจริงๆๆ

"ถ้าเราสามารถซื้อในเวลาที่ใจเราเองกลัว ในขณะที่เหตุผลทุกสิ่งทุกข้อบ่งบอกชัดเจนว่าให้เราขายหรือรอ เท่ากับเราชนะใจตนเอง เราจึง ชนะทุกสิ่ง รวมถึงไม่ตกหลุมพลางของ กลุ่ม 3% นั่นด้วย"

หรือขอสรุปง่ายๆ คำเดียวเลยละกัน ว่า เราจะต้องไม่เป็น คนส่วนใหญ่ของตลาดนั่นเอง (mass)

By : 2Binvestor

หมายเหตุ : ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาชี้นำใดๆ และไม่มีผลประโยชน์จากการ review ทั้งสิ้น จุตประสงค์เพียงเพื่อต้องการให้นักลงทุนได้ไอเดียการลงทุนและทราบเนื่อหาคร่าวๆ ก่อนจะควักเงินซื้อหนังสือเท่านั้นเองงงง.........

Credit http://2binvestor.blogspot.com/2012/03/review.html